วันเวลาปัจจุบัน 22 ก.ย. 2015, 20:48  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 29 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ส.ค. 2011, 17:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 3656

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 31

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

“บุคคลผู้เกียจคร้านย่อมอยู่เป็นทุกข์
ย่อมระคนอยู่ด้วยอกุศลธรรมอันลามกทั้งหลาย...”



:b44: กิจวัตรขัดเกลากิเลส

พระอาจารย์ชาท่านเน้นมาเสมอ คือ การทำเหมือนพูด พูดเหมือนทำ
ดังนั้น แนวทางการวางกิจวัตรเพื่อการดำเนินไปของการปฏิบัติภายในวัดหนองป่าพง
มีแบบแผนที่ขัดเจนเพื่อปกครองพระเณรจำนวนมาก
เพื่ออบรมกุลบุตรให้เข้าสู่เส้นทางอันชอบ เพื่อสร้างจริต นิสัยอันดีงาม

กิจวัตรประจำวันยังเป็นเครื่องทดสอบจิตใจของภิกษุสามเณรได้ด้วย
ว่าเป็นผู้มีคุณธรรมของสมณะมากน้อยเพียงใด
สิ่งเหล่านี้จะรู้ได้ในขณะที่สัญญาณระฆังดังขึ้น
จิตใจจะแสดงความรู้สึกเช่นใดออกมา
มันอาจเป็นความกระตือรือร้นด้วยศรัทธา
หรือเป็นความรู้สึกที่เบื่อหน่าย เกียจคร้าน
ถึงกับคิดหลีกเลี่ยงด้วยอำนาจตัณหาก็ได้

กิจวัตรคือเครื่องวัดความเป็นพระ
หรือเป็นเครื่องวัดระดับจิตใจของบุคคลว่าสูงต่ำเพียงใด


:b44: ธรรมโอวาทสั้นๆ แก่นักปฏิบัติ

พระอาจารย์ชาได้ให้ธรรมโอวาทสั้นๆ พอเป็นข้อเตือนใจ
ซึ่งศิษยานุศิษย์ได้รวบรวมไว้เกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันของนักปฏิบัติดังนี้

“การมาอบรมในการบวช ก็เลิกสิ่งชั่วกันไปเลย
เลิกอะไรที่มันเป็นกรรมเป็นเวร
เอาชนะตนเอง ไม่เอาชนะคนอื่น...”


:b47: :b47:

“เป็นพระ เป็นเณรเรา อยู่ดีกินดีแล้ว จะอยู่สบายไม่ได้
กามสุขัลลิกานุโยค นี่มันเป็นพิษอย่างมาก
ให้พวกท่านทั้งหลายกระเสือกระสน หาข้อประพฤติปฏิบัติของตน
เพิ่มข้อวัตรขึ้น เตือนตนเองมากขึ้น
อันใดที่มันบกพร่อง ก็พยายามทำดีขึ้นไป...”


:b47: :b47:

“อย่าทำให้เป็นตัณหา
อย่าพูดให้เป็นตัณหา
ยืนอยู่ เดินอยู่ นั่งอยู่ นอนอยู่
ทุกประการท่านไม่ได้ให้เป็นตัณหา
คือทำด้วยการปล่อยวาง...”


:b47: :b47:

“ผู้ปฏิบัติควรสนใจการกระทำกิจวัตร
อาจริยวัตร อุปัชฌายวัตร อันนี้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจ
ของพวกเราทั้งหลายให้เป็นกลุ่ม เป็นก้อน
มีความสามัคคีพร้อมเพรียงซึ่งกันและกัน...”


:b47: :b47:

“ผู้ปฏิบัติ จะต้องเป็นผู้มักน้อยสันโดษ
กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย
และให้เป็นคนที่ง่ายที่สุด
กินง่าย นอนง่าย อะไรๆ ก็ให้ง่ายๆ
แบบตาสีตาสาธรรมดา
สิ่งเหล่านี้ทำไปแล้ว มันจะให้กำลังใจ”


:b47: :b47:

.....................................................
...รักษาใจ...


ทำตนให้เป็นที่พึ่งของตน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ส.ค. 2011, 17:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 3656

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 31

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ
เนื้อหาและภาพประกอบบางส่วนจากหนังสืออุปลมณี
http://portal.in.th/i-dhamma/pages/10415/


:b44: เอกลักษณ์ของพระอาจารย์ชา

เมื่อหลวงพ่อตัดสินใจตั้งหลักแหล่งที่วัดหนองป่าพงในปี พ.ศ.๒๔๙๗
ชีวิตการเดินธุดงค์ของท่านก็สิ้นสุดลง
ท่านได้อยู่ประจำที่วัดตั้งแต่นั้นมาจนกระทั่งมรณภาพในปี พ.ศ.๒๕๓๕
มีเว้นอยู่เพียง ๓ ปี ซึ่งท่านไปจำพรรษาที่วัดสาขา
แต่ไม่เคยได้กลับไปใช้ชีวิตทรหดตามป่าเขาอย่างนักธุดงค์
เช่นที่เคยทำมาก่อนหน้านั้นเลย
มีบ้างที่ท่านพาลูกศิษย์และโยมใกล้ชิดออกธุดงค์เป็นครั้งคราว
เพื่อให้ผู้ใหม่ได้ประสบการณ์เท่านั้นเอง
ชีวิตในครึ่งหลังของหลวงพ่อที่วัดหนองป่าพงนี้
เป็นชีวิตแห่งการปกครอง การบริหารและการอบรมสั่งสอน
พาพระภิกษุสามเณรและฆราวาสญาติโยมประพฤติปฏิบัติธรรมเป็นงานหลัก

หลวงพ่อประจำอยู่ที่วัดหนองป่าพงเกือบ ๔๐ ปี
ตลอดช่วงเวลาอันยาวนานนี้ ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่บุคลิกนิสัยของท่าน
จะเปลี่ยนแปลงตามอายุสังขารบ้าง
ดังที่ทราบว่า เมื่อหลวงพ่อตั้งวัดหนองป่าพงนั้นท่านอายุ ๓๖ ปี
อายุพรรษา ๑๗ วัยกำลังฉกรรจ์ และท่านกำลังเร่งการปฏิบัติอยู่อย่างเต็มที่
ภาพของหลวงพ่อที่คนสมัยนั้นรู้จัก
จึงเป็นภาพพระภิกษุหนุ่มผู้เคร่งขรึม เอาจริงเอาจัง
พูดน้อยทำงานหนัก ผอมคล้ำ กระฉับกระเฉงว่องไว
และอดทนอย่างยิ่งต่ออุปสรรคนานาชนิด

ที่แผ้วพานเข้ามาในระยะแรกของการบุกเบิกสร้างวัด

ต่อมาเมื่อการปฏิบัติของท่านเสร็จสมบูรณ์
และหลวงพ่อมีประสบการณ์ในงานบริหารและการอบรมสั่งสอนมากขึ้น
มีลูกศิษย์ลูกหาหลากหลายจากทิศต่างๆ เข้ามาสู่วัดหนองป่าพง
ภาพของหลวงพ่อที่คุ้นตาคนรุ่นหลังจึงค่อยปรากฏขึ้น
คือ หลวงพ่อที่อบอุ่นและเป็นกันเอง
เปี่ยมด้วยเมตตาและมากด้วยอารมณ์ขัน


อย่างไรก็ตาม ความเป็นกันเองของหลวงพ่อนั้น
ก็เป็นที่รู้กันในบรรดาลูกศิษย์ลูกหาว่า
ทุกรูปต้องตื่นตัวเตรียมพร้อมอยู่เสมอ
เพราะถ้าใครเผลอเรอ ขาดสติเมื่ออยู่ต่อหน้าท่าน ก็จะได้พบกับ
“กบแก่ที่ร่าเริงเปลี่ยนเป็นเสือกินพระที่น่ากลัว” ภายในพริบตาเดียว

ผู้ใกล้ชิดหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า หลังปี พ.ศ.๒๕๑๙ เป็นต้นมา
หลวงพ่อดูแก่ลงอย่างรวดเร็ว แม้พระลูกศิษย์ที่เคยโหมงานหนัก
ในการสร้าง วัดถ้ำแสงเพชร กับท่านเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑
ก็ยังอดแปลกใจไม่ได้ เมื่อพบว่าในการสร้างโบสถ์วัดหนองป่าพง
เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๙ นั้น หลวงพ่อไม่อยู่ในสภาพที่ช่วยงานหนักได้เลย
ตัวท่านเองก็ยอมรับและให้ความเห็นว่า
คงเป็นผลของการปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์ในสมัยก่อน
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงของบุคลิกนิสัย
เป็นต้นว่า คุณธรรมบางประการ เช่น เมตตาธรรม
ซึ่งได้รับการบ่มจนสุกงอมเต็มที่ในวัยปลายของท่าน

หลวงพ่อก็ยังมีลักษณะเด่นบางอย่างซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ดังที่จะยกมากล่าวต่อไป เืพื่อผู้สนใจจะได้มองเห็น
ความเป็นหลวงพ่อ ในแง่มุมที่ละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น

เอกลักษณ์ของพระอาจารย์ชาที่ศิษยานุศิษย์สังเกตได้
สรุปได้หลายประการ ดังนี้


๑) ปฏิปทาสม่ำเสมอและเป็นกันเอง

“เหมือนแม่เหล็ก” พระลูกศิษย์บางรูปปรารภถึงหลวงพ่ออย่างนี้
“ท่านมีแรงดึงดูดให้เราเข้าไปหา ไม่ว่าท่านจะทำอะไร พูดกับใคร
การได้เข้าไปอยู่ใกล้ ได้ฟังท่านพูด เป็นความบันเทิงในธรรมอย่างยิ่ง
แม้ว่าท่านจะไม่ได้เทศน์เป็นงานเป็นการ
เพียงแต่คุยกับญาติโยมไปตามธรรมดาในเวลาที่ท่านรับแขก
ก็รู้สึกว่าน่าฟัง เพลิน ฟังไม่เบื่อ ลืมเวลาทุกครั้งเลย”


“เข้าใกล้หลวงพ่อเหมือนได้ส่องกระจก”
เป็นความเห็นของลูกศิษย์อีกรูปหนึ่ง
“ท่านราบเรียบสม่ำเสมอ ไม่เปลี่ยนแปลง
สะท้อนให้เราเห็นความไม่เอาไหนของเราได้ดีจริงๆ”

ปีที่ท่านพำนักที่ถ้ำแสงเพชร
อุบาสิกาคนหนึ่งได้เล่าความรู้สึกประทับใจ
จากการได้ติดตามไปกราบนมัสการ
และฟังธรรมของหลวงพ่อในครั้งนั้นให้ฟังดังนี้

ทุกเช้าหลวงพ่อเดินช้าๆ จากกุฏิของท่าน
มาบิณฑบาตที่บริเวณลานหินระหว่างศาลากับโรงครัว
ทันทีที่เห็นท่าน ทุกคนต่างก็กรูเข้าไปเพื่อจะใส่บาตร
หลังอาหารเช้าก็คอยเวลากลางวัน
ซึ่งท่านจะออกมานั่งรับแขกคุยกับญาติโยม
ญาติโยมก็ไปรวมกันที่ศาลา คนเยอะจริงๆ มาอยู่เรื่อยๆ ตลอดวัน

กลางคืนค่อยยั่งชั่วหน่อย คนน้อยลงเพราะบางพวกมาแล้วก็กลับ
ฟังหลวงพ่อเทศน์ตั้งแต่หัวค่ำ
ท่านไม่ได้ขึ้นธรรมาสน์ นั่งบนอาสนะที่พื้นศาลา
ท่านเทศน์ไปเรื่อยๆ สบายๆ เป็นกันเอง
คุยกับญาติโยมจากกรุงเทพฯ สลับไปบ้าง


จำได้ว่ามีอยู่ตอนหนึ่งระหว่างที่กำลังเทศน์
หลวงพ่ออธิบายเรื่องการทำสติให้ต่อเนื่อง
ท่านยกกาน้ำขึ้นและหยดน้ำให้เราดู
เปรียบเทียบกับสติของเราเป็นตัวอย่าง
ที่ท่านใช้บ่อยๆ ในธรรมเทศนาของท่าน

เมื่อได้เวลาพักผ่อน พระอุปัฏฐากก็ขอโอกาส
กราบเรียนเตือนให้หลวงพ่อกลับกุฏิ
ญาติโยมก็ได้แต่กลั้นหายใจกลัวท่านกลับ
เพราะรู้สึกว่าเพิ่งฟังท่านเทศน์นิดเดียว
หลวงพ่อก็ยิ้มแต่ไม่ได้ลุก สักประเดี๋ยวท่านก็เทศน์ต่อไปอีกระยะหนึ่ง
พระอุปัฏฐากก็กราบเรียนเตือนอีก
คนฟังส่งเสียงอื้ออ้า ฮือฮาเป็นทำนองอ้อนวอนแกมประท้วง

หลวงพ่อก็ยิ้มแล้วพูดกับพระอุปัฏฐากว่า
“ให้เขาอีกหน่อยเนาะ”


แล้วท่านก็เทศน์ต่อจนถึงครั้งที่ ๓ คงจะได้เวลาสมควรจริงๆ
เพราะพระอุปัฏฐากประนมมือและถือโอกาสรวบรัดว่า
“นิมนต์ครับหลวงพ่อ” พลางคว้าไม้เท้าของท่าน
และไฟฉายมาถือไว้อย่างเตรียมพร้อม
แถมหันมาพูดกับญาติโยมเป็นเชิงปรามว่า “เลยเวลาไปมากแล้ว”

หลวงพ่อยิ้มปลอบใจญาติโยมลูกๆ หลานๆ
แล้วก็บอกเสียงเย็นว่า “เขาไม่ให้อยู่แล้ว ต้องไปละเนาะ”